พื้นฐานการเล่น Snooker

1.คิวประจำตัว ไม้คิวประจำตัวควรมีความยาวประมาน3ศอก3นิ้วเพราะจะเหมาะสมกับสรีระร่างการของผู้เล่นพอดี โดยการนำนิ้วกลางของมือวัดจากปลายหัวคิ้วถึงศอกให้ได้3ศอกและอีก3นิ้วโดนนำนิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง นิ้วก้ิอย วางทาบ โดยใช้ระยะนี้ในการจับไม้คิว และในกรณีลูกขาวติดชิ่งก็ร่นระยะBALANCEอยู่ที่ระยะ1/3ของไม้คิว โดยนำไม้คิวมาวางพาดบนนิ้ว แล้วดูจุดBALANCE 2.การจับคิว การจับคิวให้จับระยะ3ศอก 3นิ้ว โดยกำไม้คิวไม่รัดแน่นกำคิวลักษณะไม่แน่หรือหลวมเกินไปให้พอดี 3.การวางมือ ต้องวางมือห่างจากลูกขาวประมาน1คืบโดยกางนิ้วมือออกวางบนสักหลาดนิ้วโป้งนิ้วชี้ติดกันเป็นรูปตัววี 4.การยืนโน้มตัวเตรียมแทง เริ่มจากลำดับแรกให้วัดระยะจับไม้คิวที่ระยะ3ศอก3นิ้วและนำคิวเทียบระยะที่ผิวสะโพกขวา(สำหรับมือขวา)โดยหัวคิวห่างจากลูกขาวประมาณ1/2นิ้ว เมื่อได้ระยะยืนห่างจากลูกขวาแล้ว ลำดับต่อไปให้ยืนตรงปลายเท้าชิดกันทั้ง2ข้าง เสร็จแล้วแยกเท้าซ้ายออกในลักษณะขนานกับเท้าขวาให้ส้นเท้าอยู่ตรงกับไหล่เมื่อได้ระยะเหมาะสมจึงโน้มตัววางมือกางออกยึดสักหลาด อยู่ในท่าเตรียมแทง โดยให้ขาขวาตึงรับน้ำหนักประมาณ70%ที่เหลือขาซ้ายหย่อนเล็กน้อยและแขนซ้ายเป็นตัวรับน้ำหนักประมาณ30% 5.การสาวคิว การสาวคิวต้องให้ดีมีจังหวะเหมือนการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกา โดยอย่าให้ศอกตกหรือเบี้ยวโดยควรสาวคิวประมาณ5ครั้งไปยังเหลี่ยมและจุดคอนโทรล พร้อมกำหนดน้ำหนักในการแทงเพื่อเป็นการกำหนดทางขาว โดยในการแทงให้ใช้การพับศอกในการแทงไม่ใช่การใช้ข้อมือแทงและในการออกคิวแทงอย่าให้ศอกตกหรือศอกเบี้ยวเพราะจะทำให้ออกคิวไม่ตรง 6.การส่งคิวแทงลูกขาว ในการส่งคิวแทงลูกขาวต้องส่งคิวให้ตรงผ่านนิ้วกลางโดยแทงไปยังศูนย์กลางลูกขาวห้ามแทงลูกขาวเปรียบเหมือนการที่นักมวยออกหมัด อย่าให้ปลายคิวเลยตำแหน่งลูกขาว 7.การใช้เรสท์ การยืนเหมือนกับการยืนโน้มตัวแทง แต่เรสท์ต้องวางบนพื้นโต๊ะแล้วยึดไว้ให้แน่นสาวคิวเช่นกันไลน์ยิงอยู่ที่แนวสะดือท้ายคิวอยู่ในแนวไลน์ลูกกระเดือก สาวคิวให้ได้จังหวะประมาน5ครั้งเมื่อได้จังหวะจึงส่งคิวออกไป

กีฬา Snooker เป็นหนึ่งในกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

กีฬา Snooker เชื่อกันว่ามีการเริ่มเล่นกันอย่างจริงจังตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 โดยมีรากฐานของกีฬานี้มาจากกีฬาบิลเลียด (English Billiards) มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 โดยเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันในกองทัพอังกฤษที่ประจำอยู่ในประเทศอินเดียในยุคนั้น นับแต่นั้นมา คำว่า “สนุกเกอร์” ก็ได้อุบัติขึ้นจากคำพูดของผู้พันแชมเบอร์เลน ที่เอ่ยขึ้นมาในขณะที่ผู้เล่นแทงไม่ถูกลูกเป้า ซึ่งผู้พันฯเรียกผู้เล่นคนนั้นว่า “สนุกเกอร์ ตัวจริง (a real snooker)” ซึ่งหมายถึงความไม่ชำนาญในการเล่นนั่นเอง คำว่า “สนุกเกอร์” จึงเป็นคำสแลงที่ใช้เรียกนักศึกษาวิชาทหารที่เพิ่งเข้ามาเรียนในปีแรกไปโดยปริยาย กติกาการเล่น “สนุกเกอร์” ได้มีการร่างขึ้นมาเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1882 ที่ตำบล อูตากามุน (Ootacamund) ในเมืองมาดราส (Madras Province) ต่อมาในปี ค.ศ. 1885 มีแชมป์บิลเลียดชาวอังกฤษ ชื่อ “จอห์น โรเบิร์ต” เดินทางไปประเทศอินเดีย และได้พบกับผู้พันแชมเบอร์เลน เมื่อได้รู้จักกีฬาสนุกเกอร์แล้ว “จอห์น โรเบิร์ต” จึงได้นำไปแพร่หลายยังประเทศอังกฤษเมื่อเขาเดินทางกลับไปทันที กีฬา Snooker ได้เปิดกว้างแบบไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นแบบสมัครเล่นหรือแบบอาชีพ นักกีฬาสนุกเกอร์อาชีพ ก็สามารถเล่นกีฬาสนุกเกอร์แบบสมัครเล่นให้แก่ประเทศชาติได้ การเล่นกีฬาทั้งในระดับสมัครเล่นและรับอาชีพถือว่าเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าและเป็นกำไรชีวิตต่อนักกีฬาอย่างหาที่สุดไม่ได้ … Continue reading กีฬา Snooker เป็นหนึ่งในกีฬาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

มารู้จักกับวิธีการเล่น Snooker

ผู้เล่นจะเลือกลำดับการเล่นจากการเสี่ยงทาย หรือตกลงยินยอมกันเอง -ลำดับการเล่นที่เลือกมาได้นั้นจะคงไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลงตลอดเฟรม ยกเว้นผู้เล่นคนหนึ่งอาจถูกขอร้องให้เล่นอีกภายหลังการ “ฟาวล์” ต่างๆ -ผู้เล่นหรือฝ่ายจะสลับกันแทงเปิดเฟรมของทุกๆ เฟรมในระหว่างเกม -ผู้เล่นคนแรกเล่นจาก “ลูกในมือ” เฟรมเริ่มต้นเมื่อลูกแทงได้ถูกวางบนโต๊ะและถูกแทงด้วยส่วนหัวคิวดังนี้คือ 1. เมื่อแทงอย่างถูกต้อง -การแทงจะถือว่าถูกต้อง ต้องไม่มีการฝ่าฝืนกติกา -การแทงครั้งแรกของแต่ละเที่ยวแทงเมื่อลูกแดงยังไม่หมดโต๊ะ ลูกแดงหรือลูกฟรีบอลที่เลือกแทงแทนลูกแดงจะเป็นลูกในเที่ยวแทง และค่าของลูกแดงแต่ละลูกกับลูกฟรีบอลที่เลือกแทนแดงถูกตบหลังในการแทงไม้เดียวกัน จะได้แต้มทุกลูก 1. เมื่อลูกแดงหรือลูกฟรีบอลที่เลือกแทงแทนแดงถูกตบหลังลงหลุม ผู้เล่นคนเดิมเล่นต่อ ลูกในเที่ยวแทงต่อไปคือลูกสีที่ผู้แทงเลือก หากถูกตบหลังลงหลุมไปจะได้แต้มและกลับขึ้นมาตั้งจุด 2. เบรคจะดำเนินต่อไปด้วยการตบหลังลูกแดงและลูกสีสลับกัน จนเมื่อลูกแดงลูกสุดท้ายได้ถูกตบหลังลงหลุม ลูกสีลูกใดลูกหนึ่งจะมีโอกาสถูกแทงเพื่อให้ครบสิทธิ์ 3. ลูกสีจะเริ่มมาเป็นลูกในเที่ยวแทงตามลำดับจากค่าน้อยไปหามาก เมื่อลูกสีถูกตบหลังลงหลุมจะไม่นำมาตั้งจุดอีก เว้นแต่ ที่ได้กำหนดไว้ในข้อ 4 ข้างล่างนี้ และผู้แทงคนต่อไปจะแทงลูกสีที่เป็นลูกในเที่ยวแทงต่อไป -ลูกแดงจะไม่นำกลับมาตั้งใหม่เมื่อได้ลงหลุมไปแล้ว หรือเป็นลูกตกโต๊ะ โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ผู้เล่นอาจจะได้ประโยชน์จากการฟาวล์นี้ -ถ้าผู้เล่นทำแต้มไม่ได้หรือทำฟาวล์จะหมดเที่ยวแทง ผู้เล่นคนต่อมาจะแทงจากจุดที่ลูกหยุดหรือเล่นลูกขาวจากในมือในกรณีที่ลูกขาวอยู่นอกโต๊ะ

การกำเนิดศึกสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลก (Embassy World Championship)

สนุกเกอร์เป็นกีฬาที่ใช้ไม้คิวในการเล่น โดยเล่นบนโต๊ะผ้าสักหลาดหนาที่มีหลุมอยู่ 4 มุมโต๊ะ และตรงกลางของด้านยาวอีกด้านละหลุม โต๊ะมีขนาด 12 ฟุต × 6 ฟุต (3.6 ม. x 1.8 ม.) การเล่นใช้ไม้คิวและลูกสนุกเกอร์ มีลูกสีขาว 1 ลูก ลูกสีแดง 15 ลูก มีคะแนนลูกละ 1 คะแนน และมีลูกสีต่างๆ คือ สีเหลือง (2 คะแนน), สีเขียว (3), สีน้ำตาล (4), สีน้ำเงิน (5), สีชมพู (6) และสีดำ (7) ผู้เล่น (หรือทีม) ชนะ 1 เฟรม (แต่ละเกม) โดยแต้มที่เหนือกว่าฝั่งตรงข้าม โดยใช้แทงลูกสีแดงและแทงลูกสี ผู้ที่ชนะจำนวนเฟรมมากกว่าจะเป็นผู้ชนะ สนุกเกอร์ได้ยอมรับว่าเกิดขึ้นในเมืองจาบาลปุร์ ประเทศอินเดียโดยทหารอังกฤษ ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เล่นที่ใช้ภาษาอังกฤษและประเทศในเครือจักรภพแห่งชาติ โดยผู้เล่นมืออาชีพมักจะได้รับเงินรางวัลจำนวนมากจากการแข่งขัน กีฬาสนุกเกอร์เป็นกีฬาที่เชื่อว่ามีการเริ่มเล่นกันมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ … Continue reading การกำเนิดศึกสนุกเกอร์ชิงแชมป์โลก (Embassy World Championship)

บาลานซ์ของไม้คิว

บาลานซ์ของไม้คิวคือจุดจุดสมดุลของไม้คิวหรือจุดกึ่งกลางระหว่างปลายไม้กับด้ามคิว บาลานซ์ของไม้คิวจะทำให้มีกำลังส่งเวลาที่เราแทงไม้ออกไปที่ลูกขาว ไม้คิวจะมีพลังหรือไม่ขึ้นอยู่กับบาลานซ์ของไม้คิวแต่ละด้าม ไม้คิวแต่ละด้ามมีจุดศูนย์ถ่วงที่ไม่เท่ากัน ปกติไม้คิวยาวมาตรฐาน 57 นิ้ว สำหรับคนไทย บาลานซ์จะตกอยู่ที่ 16.5-17 นิ้ว โดยหากความยาวของไม้คิวลดลง บาลานซ์ก็จะลดลงตามมาด้วยเช่นกัน และลักษณะของไม้คิวที่ดีที่สุดสำหรับแต่คนอาจไม่เหมือนกัน ดังนั้นผู้ที่สนใจเล่นกีฬาชนิดนี้ต้องลองไม้คิวด้วยตนเองเพื่อให้เจอไม้คิวที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด ขึ้นอยู่กับลักษณะการเล่นของแต่ละคน